สาธารณสุขสามัคคี ทำความดีเพื่อประเทศไทย

9/30/16 4:41 AM



สาธารณสุขสามัคคี ทำความดีเพื่อประเทศไทย



หนึ่งชีวิตของคนเราคงมีไม่กี่ครั้งที่เราจะรู้สึกได้ว่าเดินมาถึงจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิต

เมื่อ 4 ปีก่อนหมอรู้สึกถึงความทุกข์ใจจากการลังเลใจ เมื่อเดินมาถึงจุดเปลี่ยนของชีวิตอีกครั้ง จุดเปลี่ยนที่ว่านั้นคือ
การอยู่เป็นจิตแพทย์ในเมืองหลวงที่เพียบพร้อมด้วยความสะดวกสบาย เงินทองและชื่อเสียงแต่พ่วงท้ายด้วยความโดดเดี่ยว
กับการกลับไปเป็นจิตแพทย์ในจังหวัดบ้านเกิดเล็กๆที่ชื่อว่า “เลย” ไม่มีเงินเดือนมากมาย ไม่มีแหล่งให้ความบันเทิงเริงใจแต่พ่วงท้ายด้วยคำว่าครอบครับ
สุดท้ายหมอเลือกทางที่สองคือการกลับมาอยู่ในจังหวัดบ้านเกิดกับครอบครัว

การจากบ้านเกิดไปใช้ชีวิตอิสระเสรีในสังคมเมืองกรุงเพียงลำพังนับสิบปี ไม่ง่ายเลยกับการปรับตัว การต้องตรวจผู้ป่วยจำนวนมากในเวลาอันจำกัด การที่ผู้ป่วยกว่าร้อยละ 80 มีฐานะยากจน การมีงบประมาณสนับสนุนไม่เพียงพอ การที่บุคลากรมีจำนวนน้อยกว่าจำนวนผู้ป่วยและภาระงาน ครั้งหนึ่งหมอเคยมองมันว่าเป็นสถานการณ์ที่เลวร้าย บั่นทอน หาทางออกไม่ได้ ท้อแท้จนคิดอยากจะท้อถอย แต่วันนั้นกลับเป็นวันที่สะกิดให้หมอกลับมามองตัวเองอย่างมีสติ มองชีวิตอย่างเป็นจริงและเห็นความงดงามของสิ่งที่เคยเรียกว่าปัญหาได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ ความงดงามที่ว่านั้นคือความสามัคคี

ตอนเป็นหมอที่กรุงเทพ ตรวจคนไข้ใหม่วันละสามคน คนไข้เก่าไม่เกินสิบคนต่อวัน หมอจึงมีเวลาและเคยชินกับการดูคนไข้ได้แบบจบกระบวน อาจทำทุกอย่างสมบูรณ์ในห้องตรวจเล็กๆได้เพียงลำพัง แต่ที่จิตเวชเลยอาจไม่ใช่เช่นนั้น ยิ่งคนไข้มาก เวลาน้อย การมีทีมที่ดีเป็นสิ่งสำคัญ

ทุกวันนี้หมอรู้สึกขอบคุณพี่ๆพยาบาลด่านหน้า ที่คอยคัดกรองอาการให้ เพื่อไม่เป็นการเสียเวลา

ขอบคุณนักจิตวิทยาที่ช่วยทดสอบและบำบัดคนไข้ตามแผนการรักษา

ขอบคุณห้องยาที่คอยเตือนเมื่อมีข้อควรระวังในการให้ยา

ขอบคุณพยาบาลในตึกที่ช่วยดูแลคนไข้หนักตลอด 24 ชม ทำให้หมอพอมีเวลาส่วนตัวบ้าง

ขอบคุณผู้ช่วยเหลือที่คอยเป็นแขนขาและป้องกันอันตราย ให้หมอได้ทำงานอย่างสบายใจ

ขอบคุณพลขับที่เป็นม้าเร็ว ทุกครั้งที่หมอและคนไข้ต้องการความช่วยเหลือ

ขอบคุณแม่บ้านที่ช่วยให้หมอมีห้องทำงานที่สะอาด ไม่ทนทรมานกับอาการภูมิแพ้อีกต่อไป

ขอบคุณพนักงานโสตที่ช่วยดูแลระบบคอมให้หมอทำงานได้อย่างสะดวกรวดเร็วและหาความรู้ใหม่ได้อย่างง่ายดาย

ขอบคุณช่าง ที่คอยซ่อมแซมสิ่งที่เป็นอุปสรรคในการทำงานและดำรงชีวิตในโรงพยาบาล

ขอบคุณนักสังคมสงเคราะห์ ที่ช่วยหาที่อยู่ หาอาชีพและติดตามการรักษาผู้ป่วยหลังออกจากโรงพยาบาล ทำให้ทั้งหมอ พยาบาลและคนไข้ไม่ต้องอยู่กันอย่างแออัด

ขอบคุณพี่น้องฝ่ายธุรการที่อำนวยความสะดวกและประสานงานต่างๆ ให้หมอได้ทำงานตรวจอย่างสบายใจ

ขอบคุณคนไข้ เพราะถ้าไม่มีคำว่าคนไข้ก็จะไม่มีคำว่าหมอ

สุดท้ายขอบคุณคุณแม่ที่ทำให้ตัดสินใจกลับมาทำงานที่โรงพยาบาลแห่งนี้ และทำให้รู้ว่า คำว่าครอบครัวนอกจากจะอยู่ที่บ้านแล้ว คำว่าครอบครัวก็อยู่ในที่ทำงานได้เช่นเดียวกัน

บุคลากรทุกคนในโรงพยาบาล ไม่ว่าจะตำแหน่งอะไรล้วนแล้วแต่เป็นฟันเฟืองเล็กๆที่สำคัญ และหากค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน
บุคลากรทุกคนก็เป็นคนที่มีคุณค่าได้ไม่ต่างกัน

และนี้คือความงดงามของปัญหา ความงดงามของความสามัคคีที่หมอได้สัมผัสจากการทำงานสาธารณสุข
และเชื่อมั่นว่าคงจะเป็นการดีต่อประเทศของเราแน่หากบุคลากรสาธารณสุขก็เห็นความงามนี้ในตัวเองเช่นเดียวกัน