เรียนรู้โรคซึมเศร้า ผ่านความหมายของจดหมาย จากก้นบึ้งหัวใจ คิม จง ฮยอน

12/22/17, 10:30 AM



RIPKimJongHyun

ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เอิ้นนั่งเขียนถึงโรคที่ชื่อว่าซึมเศร้า
อาจจะเรียกได้ว่านับครั้งไม่ถ้วนด้วยซ้ำ เพราะดูเหมือนว่าโรคนี้จะคลืบคลานเข้ามาอยู่ใกล้ผู้คนขึ้นทุกวัน จนเอิ้นต้องตอบคำถามเรื่องนี้อยู่บ่อยครั้ง

ครั้งนี้ไม่มีคนถาม แต่การที่ได้มีโอกาสอ่านจดหมายสุดท้ายของ คิม จง ฮยอน นักร้องเกาหลีชื่อดังวง Shiee ผ่านสื่อต่างๆ ไม่ว่าจดหมายฉบับนี้จะมีที่มาที่ไปอย่างไร แต่ข้อความในจดหมายนั้น ในฐานนะของจิตแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามาแล้วไม่น้อย เอิ้นรู้สึกว่าเป็นข้อความที่มีคุณค่ากับการเรียนรู้

โรคซึมเศร้าเป็นอย่างไร

ความคิดของคนเศร้ากับโรคซึมเศร้าต่างกันอย่างไร?

จิตแพทย์ความตระหนักอะไรในการรักษา?

คนที่อยู่ข้างๆควรอยู่ข้างๆอย่างไร?

เราจะเรียนรู้ไปพร้อมกัน

9(Nine) นักร้องนำวง Dear Cloud ได้รับอนุญาตจากครอบครัว ให้เปิดเผยจดหมายลา ข้อความสุดท้ายของจงฮยอน...

"ผมนั้นแตกสลายอยู่ภายใน โรคซึมเศร้าของผมค่อยๆ โตขึ้นจนกลืนกินผมเข้าไปทั้งตัว จนทำให้ผมต้องนึกถึงแต่อดีตที่ขมขื่น และตะโกนด่าทอมัน แต่มันก็ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นมา”

( ความเศร้านั้นแทรกซึมอยู่ทุกอณูของการใช้ชีวิต ทุกที่ ทุกเวลา ยาวนาน )

“ ถ้าผมไม่สามารถหายใจได้อย่างมีความสุข ผมเชื่อว่าอย่าหายใจเลยจะดีกว่า”

( ไม่อยากมีชีวิตอยู่ เพราะรู้ว่าไม่สามารถพาตัวเองออกมาจากความเศร้านั้นได้ )

“ผมถามตัวเองว่าใครคือคนที่ต้องรับผิดชอบชีวิตนี้ คำตอบคือตัวผมเอง ผมคนเดียวเท่านั้น”

( โทษตัวเอง )

เป็นเรื่องง่ายที่จะพูดถึงจุดจบ แต่ยากที่จะทำมัน และนั่นคือสาเหตุที่ทำให้ผมมีชีวิตมาถึงทุกวันนี้

( มีความคิดฆ่าตัวตาย แต่ไม่เคยได้ลงมือทำ )

ผมบอกตัวเองว่าอยากที่จะวิ่งหนี วิ่งหนีไปจากทุกคนและตัวของผมเอง ผมถามตัวเองว่าเป็นใคร ผมก็เห็นแต่ตัวเอง ทำไมผมถึงจำอะไรไม่ได้ นั่นก็เพราะตัวผมเอง เพราะฉะนั้นทั้งหมดนี่คือความผิดของผม

( ได้พยายามอย่างถึงที่สุดที่จะไม่อยู่กับควมเศร้าแล้ว แต่ฝืนไม่ได้จริงๆ และยังคงโทษที่ตัวเอง )

ผมอยากให้คนอื่นรับรู้ แต่ไม่มีใครรู้ แน่นอนว่าไม่มีใครเคยรู้จักผมจริงๆ จึงไม่มีใครรู้เรื่องนี้ ถ้าถามว่าทำไมผมโกหกนั่นเป็นเพราะว่าผมเหนื่อย ผมเหนื่อยและทนกับโรคนี้มานานแล้ว และไม่เคยที่จะมีอาการดีขึ้น มันคือความเจ็บปวดทั้งหมด และความเจ็บปวดนี้เองที่หยุดไม่ให้จบชีวิตของตัวเอง

( อยากให้คนอื่นได้รับรู้และเข้าใจ แต่ไม่มีเรียวแรงในการอธิบาย สุดท้ายยังรู้สึกโดดเดี่ยว )

ทำไมผมถึงจะทำในสิ่งที่ผมต้องการไม่ได้ พวกเขาถามผมว่าทำไมผมถึงเศร้า มันเป็นเพราะตัวผมเอง นั่นใช่มั้ยคือสิ่งที่คุณหมออยากจะได้ยิน ไม่นะ ผมไม่ได้ทำอะไรผิด เมื่อมีคนบอกผมว่าสาเหตุของโรคนี้เกิดจากนิสัยของผมเอง ผมก็คิดนะว่า “เป็นหมอนี่มันง่ายนะ” มันแปลกที่มันเจ็บปวดมากขนาดนี้ คนที่แย่กว่าผมกลับไม่เป็นไร คนที่อ่อนแอกว่าผมกลับมีชีวิตที่ดี หรือไม่เรื่องนี้อาจจะไม่จริง อาจจะไม่มีใครที่มีชีวิตอยู่ที่มีความทุกข์หรืออ่อนแอกว่าผม ผมถามตัวเองหลายครั้งว่าทำไมถึงไม่มีชีวิตอยู่ต่อ การมีชีวิตอยู่ต่อมันไม่ใช่เพื่อผม แต่มันเป็นเพื่อพวกคุณ

( มันเจ็บปวดหากมีใครสักคนมองว่าความเศร้าที่เป็นคือนิสัย และการไม่ได้รับความเข้าใจจากคนที่น่าจะเข้าใจที่สุด ที่ยังอยู่เพราะยังคิดถึงผลกระทบต่อคนอื่น )

ได้โปรดอย่าพูดอะไรเลยถ้าคุณไม่เข้าใจ ถ้าอยากรู้ว่าเพราะอะไร ผมบอกคุณไปแล้วว่าการมีชีวิตอยู่ต่อมันเจ็บปวดมากขนาดไหน ผมต้องมีเหตุผลที่แย่กว่านี้อีกหรอ ผมบอกคุณไปแล้ว คุณไม่ได้ฟังหรือไง อะไรที่คุณสามารถก้าวผ่านมันไปได้ จะไม่สร้างรอยแผลให้คุณทั้งชีวิต

( สำหรับคนรอบข้าง การไม่พูดอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดหากยังไม่เข้าใจความซึมเศร้า )

การต่อสู้กับโลกใบนี้ไม่ใช่การเป็นตัวผม ความดังนี้ไม่ใช่ชีวิตสำหรับผม และนั่นอาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้ผมทุกข์ที่สุด เพราะผมดัง แล้วทำไมผมถึงเลือกชีวิตนี้หรอ มันตลกมากเลยล่ะ ผมเองก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกันว่าจะอยู่ได้นานขนาดนี้ ผมไม่รู้จะพูดยังไง บอกผมทีสิว่าผมทำดีแล้ว ผมทำงานหนักพอแล้ว และถึงแม้ว่าคุณจะไม่สามารถยิ้มออกกับเรื่องนี้ได้ อย่าโทษผมเลย คุณทำดีแล้ว คุณทำมามากพอแล้ว ลาก่อน"

( รับรู้ทุกอย่าง ชื่อเสียง ความสำเร็จ ความรัก ความพยายาม แต่สัมผัสความภูมิใจในสิ่งเหล่านั้นไม่ได้เลยทุกคนทำดี ยกเว้นตัวเอง และยังคงวนเวียนกับการเฝ้าโทษตัวเอง)

จากความหมายที่ซ่อนอยู่ภายในจดหมาย ของ คิม จอง ฮยอน เราจะพบว่าโรคซึมเศร้านั้น เป็นความเศร้าที่อยู่ทุกอณูในความคิด แม้ว่าจะดูเหมือนว่าใช้ชีวิตปกติ โดยเฉพาะความคิดที่โทษตัวเองตลอดเวลา ทำให้ไม่มีแรงกายแรงใจจะทำอะไร
แม้ว่าจะพยายามเท่าไร ก็ไม่สามารถพาตัวเองจากความเศร้าได้ เป็นอยู่อย่างนี้ต่อเนื่องยาวนาน

( เพราะสาเหตุคือสารสื่อประสาทในสมองของเราเกิดการเปลี่ยนแปลง นั้นหมายความว่ามันเกินการควบคุมของเราแล้ว )

สิ่งที่น่าสงสารของคนเป็นโรคซึมเศร้าคือ
การเป็นโรคของอารมณ์
มนุษย์ทุกคนมีอารมณ์จึงเป็นธรรมดาที่เราจะมองความคิด อารมณ์ หรือพฤติกรรมของซึมเศร้าปนกับคำว่านิสัย หรือแค่ความเศร้าไม่ใช่โรคซึมเศร้า

แล้วเราจะแยกอย่างไร ?

นิสัยคือสิ่งที่เป็นมาแต่เล็กแต่น้อย ส่วนความเศร้าก็เกิดขึ้นได้และหายได้เมื่อได้รับการตอบสนองความต้องการ เช่น อยู่คนเดียวจะเศร้าแต่เมื่อไรมีเพื่อนมาหาก็ดี แต่โรคซึมเศร้าจะทำอะไร ที่ไหนกับใครก็เศร้า อย่างที่ไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน

แล้วถ้าคนข้างๆเราเค้าเป็นโรคซึมเศร้าเราจะทำอย่างไร?

  1. ศึกษาทำความเข้าใจโรคซึมเศร้า เพื่อให้เรามีความมั่นใจและดูแลความคิด อารมณ์ของตัวเองได้ก่อน

  2. ใช้คำถาม มากกว่าการพยายามพูดให้คนไข้ปรับเปลี่ยนวิธีคิดหรือพฤติกรรม

  3. รับฟัง และยอมรับสิ่งที่คนไข้อยากสื่อสาร ในสิ่งที่เป็นเรื่องลบให้มองว่านั้นคือความคิดของโรค ไม่ใช่คนไข้

  4. ทำให้คนไข้รู้ว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรจะมีเราอยู่ข้างเค้าเสมอ ไม่รู้จะพูดอะไรก็ให้ใช้ภาษากายแทน

  5. ถ้าสงสัยเรื่องความคิดฆ่าตัวตาย ให้ถามได้โดยตรงเลยว่าเค้ามีความคิดฆ่าตัวตายหรือไม่ จะเป็นโอกาสดีที่จะทำให้เค้าระบายความคิดที่เป็นทุกข์และเป็นการช่วยให้ความคิดนั้นลดลง

ความจริงเราทุกคนมีความเศร้าในตัวทุกคน
การเป็นโรคซึมเศร้าก็เหมือนการเป็นหวัดทางอารมณ์ถ้ายอมรับ เข้าใจ ดูแลรักษาอย่างถูกต้องเราก็หายได้
ดังนั้นถ้าวันนึ่งความซึมเศร้ามาเยือนเราบ้างก็อย่าได้ตกใจ เพราะเรื่องของจิตใจ คือเรื่องของเรา

สุดท้าย สิ่งที่คิม จง ฮยอง ทิ้งไว้เป็นสมบัติล้ำค่าสำหรับพวกเราทุกคนคือ การได้เรียนรู้ว่าสุดท้ายแล้วสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของมนุษย์ไม่ใช่ชื่อเสียง เกียรติยศ หรือเงินทอง แต่คือความสุขที่เกิดขึ้นในใจ และไม่ว่าท้ายที่สุดเราจากโลกนี้ไปด้วยสาเหตุใด สิ่งที่ควรค่าแก่ทิ้งไว้ก็คือคุณงามความดี

RIPKimJongHyun

ดีต่อใจโดยหมอเอิ้นพิยะดา

จิตแพทย์นักแต่งเพลง

วิทยากรฟังด้วยหัวใจพูดไปด้วยความรัก